วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Powerchord ( Rock )

Powerchord ( Rock )

 power chord นั้น เป็นเป็นคอร์ดที่ให้เสียงหนักแน่นมีพลัง การจับ power chord นั้นจะคล้ายกับการจับคอร์ดทาบมากแต่จะจับน้อยกว่า โดย Power chord นั้นจะจับอยู่ที่ สาย 3 4 5 6 
      การจับ Power Chord นั้นจับได้สองแบบคือการจับแบบโน๊ตคู่ห้า และ แบบทั้งคู่ห้าและคู่แปด การจับแบบหลังนี้(คู่5และคู่8)จะให้เสียงที่ครบกว่าออกเสียงกลางมากขึ้น ส่วนการนำไปใช้นั้นว่าควรจะจับแบบใหนก็ต้องดูเพลงที่เล่นว่าเป็นแบบใด Power Chord ที่เล่นในเพลงนั้นเล่นเป็นกีต้าร์หลักหรือเล่นเป็นRhythmให้จังหวะเป็นแบ็คกราว์ด ถ้าเล่นเป็น Rhythm ก็ควรจะจับแบบคู่5มากกว่าเพราะจะไม่ออกเสียงกลางมากไม่ทำให้ไปกลบเสียงของกีต้าร์หลัก แต่ถ้าเล่น Power Chord เป็นกีต้าร์หลักก็ควรจะจับแบบที่สอง(แบบคู่5และคู่8)เพราะเสียงจะออกไปทางเสียงกลางชัดเจนมากขึ้นและเสียงจะพุ่งกว่าการจับแบบแรกฟังแล้ว เข้าถึงอารมณ์ของเพลงมากกว่า

โครงสร้าง เพาเวอร์คอร์ด

      การเปลี่ยนคอร์ดนั้นสามารถเลื่อนฟอร์มการจับขึ้นลงได้เหมื่อนกับคอร์ดทาบ ตัวอย่างเช่น จับคอร์ด F อยู่ ถ้าเลื่อนเข้ามาหาตัว 1 ช่องก็จะเป็นคอร์ด F#, 2 ช่องก็จะเป็นคอร์ด G 
      การจับ Power Chord บางคอร์ดที่ต้อง Muted เสียงที่สาย 6 จะใช้นิ้วกลางเตะไว้ที่สายเพื่อไม่ให้เกิดเสียงที่สายนั้น ตัวอย่างการจับคอร์ด C Power Chord ดังรูปด้านล่าง







                                                                   

Scale Guitar

Scale Guitar

เมเจอร์ สเกล นั้นเป็นหลักพื้นฐานของสเกลอื่นๆ ทุกสเกลจะสร้างขึ้นมาโดยยึดหลักพื้นฐานโครงสร้างมาจากเมเจอร์สเกล ดังนั้น เมเจอร์สเกลจึงถือเป็นแม่แบบของสเกลอื่นๆ

      สเกล ก็คือ กลุ่มของโน๊ตที่เรียงกัน เป็นลำดับขั้น มีการจัดเรียงระดับของเสียงอย่างมีรูปแบบ มีเสียงห่างกันเป็นที่แน่นอน เวลาเล่นกลุ่มโน๊ตนั้นๆ จะได้สำเนียง เป็นแบบๆไป เป็นสำเนียงเฉพาะตัวของสเกลนั้นๆ เช่น สเกล Major (เมเจอร์) จะให้ความรู้สึกที่สนุกสนาน ฟังสบาย สเกล Minor (ไมเนอร์) จะให้ความรู้สึกที่เศร้า เหงา หดหู่... 
      ความหมายของ OCTAVE คือ โน้ตตัวเดียวกัน ที่เสียงสูงขึ้น หรือต่ำ ลงมา 8 ขั้น เช่น ในเมเจอร์สเกล โน้ตตัวแรก กับ ตัวสุดท้ายจะห่างกัน 1 OCTAVE

     โครงสร้างของ Major Scale

s
Major Scale, เมเจอร์ สเกล


       โครงสร้างของของเมเจอร์สเกลนั้นคือ โน้ตตัวที่ 3 กับ 4 และ 7 กับ 8 จะห่างกันแค่ครึ่งเสียง ส่วนโน้ตตัวอื่นจะห่างกัน 1 เสียงเต็ม

C Major Scale, เมเจอร์ สเกล
TAB ของ C Major Scale

      ลองฝึกไล่สเกลตามแท็บด้านบนดูนะครับ การฝึกไล่สเกลจะเป็นพื้นฐานที่ใช้ในการเล่น Solo การแกะเพลง ทำให้เราเล่นได้คล่องขึ้น และยังสามารถทำให้เราจำโน๊ตหรือรูปแบบการไล่สเกลบนคอกีตาร์ได้... 


C Major Scale, เมเจอร์ สเกล
ตำแหน่งโน๊ตบนคอกีต้าร์ ของ C Major Scale ตามแท็บด้านบน





ขอบคุณข้อมูลจาก www.folkpeople.com

การจับคอร์ดกีต้าร์ไฟฟ้า

การจับคอร์ดกีต้าร์ไฟฟ้า

คอร์ดกีต้าร์ คอร์ดหลักๆที่สามารถพบได้บ่อยๆ คอร์ด Major และ Minor
      โดยหลักๆแล้วเราสามารถแบ่งคอร์ดที่สำคัญ และพบได้บ่อยๆ ออกได้เป็นสองทางหลักๆก็คือ คอร์ดทางเมเจอร์(Major) และคอร์ดทางไมเนอร์(Minor) ( ไม่ใช่ว่าคอร์ดจะมีแค่เมเจอร์ และไมเนอร์เท่านั้นนะครับ ยังมีคอร์ดแบบอื่นอีกมาก เช่นคอร์ดเซเว่น(7) คอร์ดซัสโฟว์(sus4) คอร์ดออกเมนเต็ด(+) เป็นต้น แต่จะพูดถึงและยกตัวอย่างคอร์ดหลักๆที่พบได้บ่อยๆก่อน )
      คอร์ดทาง Major เช่นคอร์ด C, E, F, G ซึ่งจริงๆแล้วจะมีคำว่า “major” ต่อท้ายชื่อคอร์ดเอาไว้ เช่นคอร์ด C จะเขียนเละเรียกเต็มๆว่า “Cmajor” (ซีเมเจอร์) แต่เวลาเขียนชื่อคอร์ดส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่เขียนคำว่า “major” เอาไว้ ดังนั้นเวลาเจอคอร์ด ไม่ว่าจะเป็นคอร์ด C หรือ Cmajor ให้จำไว้ว่ามันคือคอร์ดเดียวกัน แต่ส่วนมากจะเขียนและเรียกสั้นๆว่า “คอร์ด C” เท่านั้น
      คอร์ดทาง Minor เช่นคอร์ด Am, Em, Fm, Gm สังเกตว่าจะมีตัวเอ็มเล็ก “m” ต่อท้าย ซึ่งก็แทนคำว่า “Minor” นั้นเอง เช่นคอร์ด Em ก็จะอ่านว่า “อีไมเนอร์”, คอร์ด Am ก็จะอ่านว่า “เอไมเนอร์” ดังนี้เป็นต้น
      Tip1: การที่จะสังเกตว่าคอร์ดนั้นเป็นคอร์ดทางเมเจอร์ หรือไมเนอร์นั้น ให้ดูว่ามีตัว m (เอ็มเล็ก) ต่อจากชื่อคอร์ดหลักหรือไม่ ตัวอย่างเช่นคอร์ด Cm7,C#m7 มีก็แสดงว่าเป็นคอร์ดทางไมเนอร์, คอร์ด C7,Csus4 ไม่มี m (เอ็มเล็ก) ก็แสดงว่าเป็นคอร์ดทางเมเจอร์ รู้แล้วจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้ละ? ดู tip2 ต่อครับ
      Tip2: การเล่นคอร์ดในเพลงจริงๆนั้น บางเพลงอาจจะมีคอร์ดที่จับอยาก หรือเราไม่เคยจับมาก่อน ไม่รู้ว่าจะต้องจับคอร์ดนั้นยังไง เราก็จับคอร์ดหลักแทน เช่น คอร์ด Cadd9 เราก็จับ คอร์ด C แทน, คอร์ด Bm9 ก็จับคอร์ด Bm แทน (บางท่านอาจจะ งง ว่าทำไมคอร์ด Bm9 ถึงไม่จับคอร์ด B แทนละ ทำไมถึงเป็น Bm ก็เพราะว่าคอร์ด Bm9 เป็นคอร์ดทางไมเนอร์นั้นเอง(สังเกตโดย tip1ที่ผ่านมา) การจะใช้คอร์ดหลักแทนนั้นต้องใช้ให้ถูกต้องนะครับ ต้องรู้ว่าคอร์ดที่เราจะจับแทนนั้นเป็นคอร์ดทางเมเจอร์ หรือไมเนอร์ เพราะว่าอารมณ์ของเสียงเมเจอร์กับไมเนอร์นั้นแตกต่างกันมากเลยทีเดียว) 
      ปล. Tip2 นี้แนะนำให้ใช้กับคนที่กำลังหัดเล่นหรือว่ายังจับคอร์ดที่ยากๆแปลกๆไม่ได้เท่านั้น ทางที่ดีควรจะจับให้ถูกต้องตามคอร์ดของเพลง จะได้เข้าถึงอารมณ์ของเพลงตามที่ผู้แต่งได้ถ่ายทอดไว้ในบทเพลงนั้นๆ และบางคอร์ดนั้นก็มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถที่จะแทนได้ด้วยคอร์ดหลัก.


โครงสร้างของคอร์ด
      ก่อนจะเข้าเรื่องโครงสร้างของคอร์ด เรามาทำความรู้จักกับ Major Scal “เมเจอร์สเกล” กันก่อน
      เมเจอร์ สเกล นั้นถือว่าเป็นหลักพื้นฐานของสเกลอื่นๆ ทุกสเกลจะสร้างขึ้นมาโดยยึดหลักพื้นฐานโครงสร้างมาจากเมเจอร์สเกลเสมอ ดังนั้น เมเจอร์สเกลจึงถือเป็นแม่แบบของสเกลอื่นๆทั้งหมด รวมถึงการสร้างคอร์ดอีกด้วย โครงสร้างของของเมเจอร์สเกลนั้นคือ
โน้ตตัวที่ [ 3 กับ 4 ] และ [ 7 กับ 8 ] จะห่างกันแค่ครึ่งเสียง ส่วนโน้ตตัวอื่นจะห่างกัน 1 เสียงเต็ม
(ดูโครงสร้างของเมเจอร์สเกลได้จากรูปด้านล่าง)
โครงสร้างของเมเจอร์สเกล

คอร์ดกีต้าร์ - โครงสร้างของเมเจอร์สเกล


      ตัวอย่างแรก คอร์ดเมเจอร์ (Major)
      หลักในการสร้างคอร์ดเมเจอร์ก็จะยึดเอาโครงสร้างของเมเจอร์สเกลมาใช้ในการสร้างคอร์ด เช่นคอร์ด C ก็จะประกอบไปด้วยโน้ตตัวที่ 1,3,5 ของ C Major Scal = [C] – D - [E] – F - [G] – A – B ดังนั้นคอร์ด C ก็จะมีตัวโน้ต C – E – G เป็นต้น



ส่วนสูตรโครงสร้างของ Minor Scale ก็คือลดเสียงของโน้ตตัวที่ 3, 6 และ 7 ของเมเจอร์สเกล ลงครึ่งเสียง
(ดูโครงสร้างของไมเนอร์สเกลได้จากรูปด้านล่าง)
โครงสร้างของไมเนอร์สเกล

คอร์ดกีต้าร์ - โครงสร้างของไมเนอร์สเกล

      ตัวอย่างที่สอง คอร์ดไมเนอร์ (Minor)
      หลักในการสร้างคอร์ดไมเนอร์นั้น ก็จะยึดเอาโครงสร้างของเมเจอร์สเกลมาใช้ในการสร้างคอร์ดเช่นกัน เช่นคอร์ด Am ก็จะประกอบไปด้วยโน้ตตัวที่ 1,b3,5 ของ A Major Scal = [A] – B - [C#] – D - [E] – F# – G# สังเกตว่าโน้ตตัวที่ 3 จะติดแฟล็ท(เครื่องหมาย Flat : b หมายถึงลดเสียงลงครึ่งเสียง, เครื่องหมายชาร์ฟ Sharp : # หมายถึงเพิ่มเสียงขึ้นครึ่งเสียง) แล้วทำไมโน้ตตัวที่ 3 ถึงติดแฟล็ท ก็เพราะว่าเป็นคอร์ดไมเนอร์นั้นเองจึงต้องอิงกับโครงสร้างของไมเนอร์สเกลที่ว่า [ลดเสียงของโน้ตตัวที่ 3, 6 และ 7 ของเมเจอร์สเกล ลงครึ่งเสียง] จึงเกิดเครื่องหมาย b (แฟล็ท) หน้าตัวโน้ตตัวที่ 3 จึงได้เป็น 1,b3,5 นั้นเอง โน๊ตตัวที่ 3 ของ A Major Scal ก็คือ C# เมื่อติดแฟล็ทก็จะได้เป็น C นั้นเอง ดังนั้นคอร์ด Am ก็จะมีตัวโน้ต A – C – E ดังนี้เป็นต้น
รูปตัวอย่างคอร์ดกีต้าร์ คอร์ด Am










การใส่สายกีต้าร์ไฟฟ้า

การใส่สายกีต้าร์


                                                         การใส่สายกีต้าร์ไฟฟ้าทั้วไป






การใส่สายกีต้าร์ไฟฟ้าทรง Floydrose






                                                      การใส่สายกีต้าร์ไฟฟ้าทรง  Strat





ขอบคุณวีดีโอจาก  Youtube


การปรับตู้แอมป์

การปรับตู้แอมป์



การปรับเสียงแอมป์ตู้กีตาร์
ดูเหมือนมันเรื่องธรรมดา แต่มือใหม่หลายคนคงประสบปัญหาอยู่นานสองนาน ซึ่งผมก็เป็นนะครับ
ตอนที่ผมได้แอมป์มาใหม่ ผมก็งมสักพักกว่าจะเป็นนะครับ
วิธีการปรับเสียงตู้แอมป์ คือ เราไม่ปรับมั่วครับ มันขึ้นกับเพลงที่คุณจะเล่น หากเป็นเพลงของ slash เขาก็จะปรับให้มีไม่มีเสียง โทนที่กีตาร์ให้เสียงในลักษณะที่ warm แต่ถ้าหากเป็นเพลงแจ๊ส หรือ บลูส์ เขาจะมีการปรับเสียงให้เหมือนแข็งหรืออ่อนตามลักษณะเพลง ซึ่งต้องเราต้องปรับให้ใกล้ แต่บางครั้งจะพบว่าปรับอย่างไง ก็ไม่เหมือนเนื่องจากบางที่เขาจะใช้ effect เช่น วง smashing Pumpkin เขาจะใช้ big muff ที่เสียงเรียกว่า ประหลาดมาก อุปกรณ์ปกติ จะทำไม่ได้ รวมทั้งแอมป์แต่ละยี่ห้อก็มีเสียงที่ไม่เหมือนกันอีกครับ  ถ้าเป็นมาแชลจากอังกฤษเขาก็จะมีเสียงเฉพาะ ต้องคิดว่าจะเล่นแนวไหนก่อนนะครับ เพราะเราไล่ซื้ออุปกรณ์ทุกตัวให้เหมือนเป๊ะไม่ได้

ตู้แอมป์มีอยู่ 2 ประเภทคือ
1.ทูปแอมป์ tube amp คนไทยเรียก แอมป์หลอด
2. solid state คนไทยเรียกแอมป์ อะไรผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่ทูปแอมป์เสียงดีกว่าราคาแพงกว่า และการรักษายากกว่า แต่เสียงผมว่ามันต่างกัน 
ถ้าให้แนะนำ ผมแนะนำ ทูปแอมป์นะครับ

Effects for Guitar

Effects for Guitar


                                       เอฟเฟค สำหรับกีตาร์-เบส


Effects กีตาร์ กับเบส มีอยู่ 4 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ

1. ประเภทคุมระดับเสียง บีบกดทำให้เสียงยาว ได้แก่ Compressor2. ประเภททำเสียงแตก ได้แก่ OverDrive, Distortion3. ประเภททำเสียงแกว่งๆ ได้แก่กลุ่ม Modulation หรือพวก Chorus, Flanger, Wah Wah...4. ประเภททำเสียงซ้ำ ก้องๆ ได้แก่ Reverb, Delay
  •  เดี๋ยวนี้มีอีกกลุ่มที่เพิ่มเข้ามา อาจจะเรียกว่า Effect ได้ไม่เต็มปากนัก อย่าง 
5. Pre Amp เพื่อเลือกโทนเสียง บางทีก็เรียก กลุ่มจำลองเสียงแอมป์ (Amp Modeling)6. ประเภทจำลองเสียงตู้ลำโพงต่างๆ (Cabinet Modeling) เพื่อใช้ในการบันทึกเสียงตรง เข้า Mixer หรือ Computer7. ประเภท Direct Box ต่อตรงเข้า Mixer เลย เหมาะสำหรับที่ที่ไม่มีแอมป์8. ประเภทคุม Volume อย่าง Volume เท้า

Effect ที่ผลิตขึ้นในตลาด มี 2-3 แบบ เท่านั้น คือ 
1. แบบที่เป็นก้อนๆ 
2. Multi Efect คือมีเอฟเฟคหลายอย่างในตัว 
3. แบบที่เป็น Rack Unit มีทั้งเอฟเฟคหลายอย่างในตัว และเดี่ยวๆ
แบบที่ 3 จะมีทั้งที่มีเอฟเฟคหลายอย่างในตัวเดียวกัน สามารถโปรแกรมใว้เป็นโปรแกรมๆได้ เวลาใช้ก็ กดเลือกโปรแกรมใช้ได้เลย และแบบ ที่ใช้เป็นอย่างๆ เช่น Delay ก็ใช้ตัวหนึ่ง แบบที่ระดับโลกเขาใช้กัน ดูวุ่นวายและสิ้นเปลืองเกินไปสำหรับเรา

แบบที่เป็น Stomp Box เป็นแบบที่มันส์ที่สุด เพราะมันทำให้คุณระทึก แบบเป็นก้อนๆ และหมดเงินกับมันเป็นครั้งๆไป ไม่ชอบเสียงตัวไหน ก็เปลี่ยนมันเป็น ตัวๆไป คนละยี่ห้อก็ได้ 

บบที่เป็น Stomp Box เป็นแบบที่มันส์ที่สุด เพราะมันทำให้คุณระทึก แบบเป็นก้อนๆ และหมดเงินกับมันเป็นครั้งๆไป ไม่ชอบเสียงตัวไหน ก็เปลี่ยนมันเป็น ตัวๆไป คนละยี่ห้อก็ได้ 




                                        เอฟเฟคแบบก้อนๆ สำหรับ กีต้าร์ และ เบส
เอฟเฟคกีตาร์ที่เป็นก้อนๆ ก็ทำแยกออกไปตามกลุ่มที่แบ่งไว้ข้างบน ซึ่งมีหลายยี่ห้อที่ทำ ตั้งชื่อก็ต่างกัน ปุ่มปรับก็เหมือนและไม่เหมือนกัน
ในส่วนกลุ่มเสียงแตก บางรุ่นก็รวมส่วนบู้สเสียงให้ดังขึ้น ผ่านสวิทซ์แยกอีกตัว เพื่อใช้ตอน Solo บางยี่ห้อก็ทำเป็นคู่ Twin ก็มีอย่าง Boss




Effcet ที่ทำโดยคนไทยเรา ซึ่งก็มีฝีมือไม่แพ้ฝรั่งหรอก สังเกตคนไทยก็ชนะฝรั่งหลายเรื่อง เพียงแต่รัฐบาลเรา ไม่สามารถที่จะผลักดันอะไรให้ไปไกลเทียบทันฝรั่งได้ ก็เลยต้องอยู่กันแบบนี้แหละ หน้าตาจะไปเหมือนใคร หรือไม่เหมือนก็ไม่เป็นไรครับ เหมือนกีตาร์นั่นแหละ Gibson Fender ก็เป็นต้นแบบกีตาร์หลายๆยี่ห้อ ที่ทำกีตาร์ออกมาให้น้องๆที่อยากเล่นกีตาร์ทรง Gibson Fender ได้เล่นกัน ในราคาที่ไม่แพง ขอให้คุณเจ๋งเถอะครับ เล่นกีตาร์อะไรก็ได้คุณก็จะเจ๋งวันยังค่ำ
วันนี้ Effect กีตาร์ที่ทำให้คุณเจ๋งได้ในราคาสบายกระเป๋าโดยคนไทยเรา ทำเพื่อไทย ผมได้มีโอกาสฟังมือกีตาร์มาลองเสียงกัน หลายๆคน แล้วก็เห็นว่า เรื่องที่ผมพูดมาก็มีส่วนจริง เมื่อมีการ เอา Efx ของนอกมาเทียบกัน แล้วเราก็ได้บทสรุปว่า คุณต้องเลือกสีดำ เพราะเสียงมันไม่ต่างกันเท่าไหร่ และสีดำราคาพันกว่าบาท ส่วนตัวแดง หลายพันครับ ไม่แน่ใจอาจจะห้าหกพันครับ



                                                มัลติเอฟเฟค สำหรับ กีต้าร์ และ เบส

Multi Effect ก็คือ Effect กีตาร์ที่มีหลายๆประเภทอยู่ในเครื่องเดียว สามารถโปรแกรม ตั้งเสียงแต่ละอย่างไว้เป็น Programe ได้ เรียก ใช้ด้วยการเหยียบสวิทซ์ จากรูป GT-100 ข้างบนจะมีปุ่มเหยียบ 4 ปุ่ม ดังนั้นจึงมีการแบ่งเป็น Bank เช่น Bank A มี 4 Bank B อีก 4
ไปเรื่อยๆ นอกนั้นก็มี Pedal เหยีบคุม Volume, Wah....ยังมีอีกเยอะ อย่างการจำลองเสียงแอมป์ต่างๆ แต่ละรุ่นก็มีความแตกต่างกันเดี๋ยวนี้มีชื่อเรียกใหม่ๆ อย่าง Amp Modeling, Virtual Amplification, ....หากพูดถึง Multi Effect สำหรับกีตาร์ และเบส ก็จะต้องพูดถึง Boss ก่อนครับ เพราะค่อนข้างเป็นที่รู้จักกัน และมีใช้กันมานานมากที่ร้านมียี่ห้ออื่นด้วย 

BossGT-10 รุ่น Top ของ Boss ครบเครื่อง และเสียงดี มี Pre Amp สำหรับเลือกโทนเสียงเฉพาะME-70 รุ่นรองลงมาที่ออกแบบเหมือนเอา Stomp Box แต่ละก้อนมาเรียงกัน ทำให้ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อนME-25 รุ่นน้องเล็ก แต่เสียงไม่เป็นรอง ได้รับรางวัลด้วย อัดเสียงตรงเข้า Computer ได้


KorgAX3000G รุ่นที่มีการใช้กันมานาน ราคา OK แต่ Adapter ไม่ดี ไฟตกหน่อย ก็ reset ตัวเอง ต้องเปลี่ยนหม้อแปลง AX5G รุ่นเล็ก ราคาประหยัด มี Pedal Volume AX3G รุ่นเล็ก ราคาประหยัด ไม่มี Pedal Volume


DigitechRP-155 รุ่นเล็กไม่มี Pedal Volume


Line 6POD HD300


NUXMG-10


BehringerV-Amp 2X V-Amp 



ตัวจ่ายไฟสำหรับเอฟเฟค และสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวกับเอฟเฟค

หม้อแปลง หรือ Adapter และ ตัวจ่ายไฟ Multiple Regurate DCEffect ทุกแบบต้องการไฟเลี้ยงหมด มาตรฐานที่มีมาคือ 9 โวลล์ DC จะมีใครทำแหวกแนวออกไปก็ไม่ว่า แต่อาจจะถูกว่าเอาได้ กรณีเล่นแบบก้อนๆ แล้วใช้ไฟไม่เหมือนกัน ก็จะทำให้วุ่นวาย ต้องหาไฟเลี้ยงหลายแบบ
เอฟเฟคถือว่าเป็นจุดสัญญาณเริ่มต้น ก่อนจะถูกขยาย หากไฟเลี้ยงไม่ดี ก็จะเกิดเสียงฮัม เสียงจี่ เมื่อ เข้าสู่แอมป์ก็จะยิ่งดังขึ้น เราจึง อยากให้คุณใช้ชุด จ่ายไฟดีๆ ตัวจ่ายไฟระดับพวกนี้ มี IC Regurate ข้างใน ควบคุมไม่ให้ไฟเกิน และกรองกระแสให้ราบเรียบ ซึ่งเหมาะมาก ที่จะใช้เป็นตัวจ่ายให้อุปกรณ์ Front ก่อนเข้าไปขยายที่ตู้แอมป์ 

หม้อแปลง DC 9 Volt ทั่วไป 
แบบแจ็คเสียบออกได้ 1 ช่อง ราคาตัวละ 250 บาท

 
Boss Adapter PSA series DC 9 Volt ราคา 900 บาท


อีกกลุ่มคือ หม้อแปลงไฟ AC ซึ่งมีใช้กับ Effect บางกลุ่ม เช่น Line 6
หม้อแปลงไฟ AC 9 Volt 




Line 6 Adapter PX-2g AC 9 Volt ราคา 850 บาท
หม้อแปลงแบบ Multiple Regurate เหมาะสำหรับคนที่ใช้เอฟเฟคหลายๆก้อน


 

Pedal Tank Supply ราคา 1,900 บาท
ตัวนี้จ่ายไฟ 9V ได้ 7 ช่อง
 
และมี 18 โวลล์ 2 ช่องShark Supply ราคา 1,400 บาท
ตัวนี้จ่ายไฟ 9V ได้ 7 ช่อง
เราแนะนำ 2 ตัวนี้ เพราะ ตัวจ่ายไฟ 9 โวลล์ ไม่มีอะไรลึกๆไปกว่า ไฟราบเรียบ จากการใช้ IC Regurate ข้างใน ซึ่งส่วนใหญ่คล้ายๆกัน
มีตัวจ่ายไฟยี่ห้อดังๆ ราคา 4,000-7,000 บาท บางตัวเว่อร์มาก เกือบหมื่น อาจจะไม่จำเป็นเพราะพวกนี้มันเป็นการค้า ยี่ห้อดังก็แพงธรรมดา




การดูแลรักษากีต้าร์ไฟฟ้า

การดูแลรักษากีต้าร์ไฟฟ้า




น้ำยาและเครื่องมือที่ใช้ทำความสะอาดกีต้าร์
Q265199

          1. น้ำยาขัดเงากีตาร์ กีตาร์เมื่อเราเล่นไปสักระยะนึงมักจะมีคราบเหงื่อไคล หรือสิ่งสกปรกต่างๆ จับโดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้เก็บเข้ากล่องหรือถุงใส่ กีตาร์เราก็จะดูหมองไม่สวยงามเลยดังนั้นเมื่อเราเล่นไปสักระยะนึงก็น่าจะทำความสะอาดมันสักครั้ง โดยการใช้น้ำยาขัดกีตาร์ซึ่งหาซื้อได้ไม่ยาก วิธีใช้ก็ไม่ยากเลยแค่ฉีดเจ้าน้ำยานี้ไปบนตัวกีตาร์แล้วใช้ผ้านุ่ม สะอาดเช็ดถูและขัดให้ทั่วตัวกีตาร์เท่านี้กีตาร์คุณก็จะกลับมาเงางามเหมือนเดิม
           แต่การที่จะขัดเงาบ่อย ๆ ก็ไม่เป็นผลดีเท่าใดนักเนื่องจากอาจจะทำให้สารเคลือบเงาบนตัวกีตาร์นั้นถูกขัดออกบางลงไปได้ และมีผลต่อเนื้อไม้และเสียงของกีตาร์ นักกีตาร์บางคนจึงพอใจที่จะใช้กีตาร์เก่าๆ เช่น Stevie Ray Vauhan เป็นต้น
          2.น้ำยาขัดสายกีตาร์ เช่นเดียวกันกับตัวกีตาร์ สายนั้นต้องถูกเรากดขณะเล่นตลอดเวลาผลก็คือคราบเหงื่อไคล สิ่งสกปรกต่าง ๆ อาจจะไปจับบนสายกีตาร์ทำให้เกิดสนิม หรือคุณภาพของเสียงเสียไปได้ ซึ่งก็เป็นการดีถ้าคุณจะเช็ดสายกีตาร์บ้างเมื่อเล่นกีตาร์ไปสักระยะนึง ก็จะทำให้ช่วยยืดอายุสายกีตาร์คุณและทำให้เสียงมีที่ดีตลอดเวลา การเช็ดสายก็ทำโดยใช้ผ้าสะอาด เทน้ำยาลงไปบนผ้าเล็กน้อยแล้วจึงเช็ดสายให้ทั่วตลอดความยาวทุกสาย แค่นี้คุณก็จะได้สายที่สะอาดให้เสียงที่มีคุณภาพและมีอายุการใช้งานนานขึ้น
          3. ชุดทำความสะอาดและบำรุงรักษาเฟรทบอร์ดที่เป็นไม้ rosewood หรือ ebony หรือ poa ferro  ซึ่งเป็นไม้สีเข้ม ไม้เคลือบทั้งหลาย โดยทั่วไปในท้องตลาด มักเรียกว่า Lemom Oil  หรือ Fretboard Conditioner  เป็นของเหลวเหลืองใส เป็นน้ำมันอ่อนๆ
          4. น้ำยาทำความสะอาดโลหะ  มักมีชื่อว่า Metal or Hard ware cleaner  ที่ออกแบบมาเฉพาะกับงานกำจัดคราบ และสนิมบางๆ ตามอุปกรณ์ที่เป็นโลหะ ซึ่งถ้าใช้จะต้องมีตัวช่วย ได้แก่สำลีก้อน , คัตตอนบัดส์ , แปรงปัดปลายพู่กัน หรือหางกระรอก  และแปรงสีฟัน และหนังกลับ (หนังแท้) ชิ้นเล็กๆกำลังเหมาะมือ
          5. เครื่องวัดความชื้น  คำแนะนำจากผุ้ผลิตกีตาร์เกี่ยวกับความปลอดภัยจากความชื้นโดยเทียบเคียงมีประมาณ 65 – 85 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสายกีตาร์สายเหล็กและลายไนลอน การรักษาสภาพอากาศที่ดีสำหรับกีตาร์ของท่านก็เพียงการใช้ความเอาใจใส่นิดหน่อยเท่านั้น ถ้าในสภาพอากาศปานกลางไปจนถึงอบอ้าวให้วางผ้าชุบน้ำบิดให้หมาด หรือที่ทำความชื้นของกีตาร์ที่ราคาถูกๆ ไว้ในช่องสายของกล่องกีตาร์ เพื่อไม่ให้กีตาร์มีสภาพอบอ้าวเกินไป ส่วนในสภาพอากาศชื้นแฉะควรมีที่ดุดความชื้นอันเล็กๆ เจ้าตัวนี้จะช่วยให้กีตาร์รับความชื้นมากเกินไป และสำหรับเจ้าของกีต้าที่ทะนุถนอมกีตาร์อย่างรุนแรงควรจะมีเครื่องวัดความชื้น (Hygrometer) ติดไว้ในกล่องสักอันเพื่อเป็นการเตือนที่แม่นยำ

hygro2

          6. ซองหรือกล่องใส่กีตาร์ เป็นการดีถ้าคุณจะมีกล่องหรือถุงใส่เก็บกีตาร์เมื่อคุณเล่นเสร็จ เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกฝุ่นละอองต่าง ๆ หรืออุบัติเหตุอื่น ๆ เช่นถือไปชนกับอย่างอื่นหรือแม้แต่อะไรหล่นใส่เป็นต้น ปกติถ้าคุณซื้อกีตาร์ที่มียี่ห้อหรือราคาสูง ๆ มักจะมีกล่องใส่หรือถุงใส่ให้มาด้วยอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีคุณก็สามารถไปหาซื้อได้ สำหรับถุงใส่จะมีทั้งแบบหนังและผ้าผมว่าน่าจะซื้อแบบเป็นหนังมากกว่าถึงราคาจะสูงกว่าหน่อยแต่ก็แข็งแรงกว่าแบบผ้ามาก ส่วนแบบกล่องนั้นค่อนข้างแพง

61893fc5d36b82e608da9a5a5d95d314_0
         
                    การเก็บกีตาร์ควรเก็บในที่ที่ปลอดภัย หมายถึงเป็นที่ที่จะไม่มีอะไรมาหล่นใส่หรือมาชนได้และต้องวางได้มั่นคงไม่ใช่วางแล้วมีโอกาสเอียงล้มเป็นต้น ถ้าคุณไม่เก็บเข้าถุงหรือกล่องและอยากตั้งโชว์ ก็ควรจะมีขาตั้งหรือ stand กีตาร์ มีทั้งแบบวางตั้งพื้นและแบบแขวนผนัง ส่วนการวางกีตาร์แบบวางนอนควรจะวางคว่ำคือ วางให้สายคว่ำลงกับพื้นเพื่อต้านแรงดึงของสายกีตาร์ด้วย และเมื่อเล่นเสร็จทุกครั้งหรืออย่างน้อยบางครั้งก็ได้ ควรที่จะทำความสะอาดกีตาร์สักเล็กน้อยก่อนที่จะเก็บเข้าที่ เพราะขณะเราเล่นอาจมีคราบเหงื่อไคลสิ่งสกปรกที่ไปจับกับตัว หรือสายกีตาร์ ดังนั้นอย่างน้อยน่าจะเช็ดสักนิดนึงก่อนเก็บ มันจะได้อยู่กับคุณไปนาน และมีคุณภาพที่ดีเสมอ อย่าปล่อยให้ฝุ่นจับเจ้ากีตาร์ของคุณจนเขลอะไปหมดนะ